Summoner Trinity
กันยายน 20, 2019, 07:11:54 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ย้ายแล้วจ้าไปรวมกันที่ http://www.stmagnusgame.com/webboard/viewforum.php?f=47
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา Chat เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ♫ ThE_PyroswordmaN_StorY ♫chapter 33 - 3 คนสุดท้าย♫  (อ่าน 36550 ครั้ง)
>w< ♦ArMy KuNg♦ >w<
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447


จงทำในสิ่งที่ท่านรัก...และจงรักในสิ่งที่ท่านทำ ^ ^


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 02, 2007, 08:17:48 PM »

แล้ว......ทำไมเสียงชินชินน่ารักจัง^^ เหมือนเสียงหัีวเราะ "งิๆ"
บันทึกการเข้า

http://armlovemilk.hi5.com <<< Hi5 ข้าพเจ้าเองคร้าบ!!!(เพื่อนตั้ง URL ให้ อย่าตกใจ!!!!)



คิระ~~!!
[WT]~ขงเบ้ง
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 175



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 02, 2007, 08:41:38 PM »

พยามเข้าครับดีแล้ว แต่ต้องขึ้นเรื่อยๆนะง้าบ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

พิชิตโลกให้สยบแทบเท้าเรา Wolf Team
Name บอส/Age 14/สวนกุหลาบ นน
◄~♫XerxeskunG♫~►
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79


little_misaki@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 03, 2007, 06:49:13 PM »

chapter-5 เขาวงกต
คฤหาสน์ขนาดใหญ่ทุกประดับไปด้วยอัญมนีมากมาย คิสได้เดินเข้าไปในคฤหาสน์ ในตอนแรกๆคิสก็เดินเข้าไปเรื่อยๆโดยไม่ได้คิดอะไรมากราวกับถูกมนสะกด แล้วกรอบรูปหนึ่งที่อยู่ในบ้านก็ตก ทำให้คิสได้สติอีกครั้ง แล้วตอนนี้คิสก็พบว่าเขาไม่สามารถออกจากบ้านนี้ได้อีกแล้วคิสหลงทางในนี้จนเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ไฟในคฤหาสน์ก็ดับลง นั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ในความมืดมิดไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้เลย จนราวกับว่าเขากำลังอยู่ในความว่างเปล่าไม่มองเห็นอะไรทั้งสิ้นไม่ดินอะไร และไม่สามารถรู้ได้ว่าตนสัมผัสอะไร เมื่อสติค่อยๆเลือนหายไปราวกลับตายไปแล้ว ก็มีเสียงลึกลับเสียงหนึ่งกระซิบคิสว่า" ดาบอัคคี ชี้อรุณ "  แล้วเสียงนั้นก็หายไป เมื่อคิสนึกได้จึงหยิบดาบของตนขึ้นมา
"%#$%%&**#$@"
คิสท่องมนพลางฟันดาบเป็นวงกว้าง แล้วไฟก็ลุกไหม้ขึ้นจึงเกิดแสงสว่างให้คิสมองเห็นได้ แต่แล้วไฟทั้งหมดก็กลับดับลงอีก
"เจ้าเป็นใครบังอาจมาบุกรุกสถานที่ไม่ควรล่วงละเมิดแห่งนี้"
เสียงนั้นดีงในความมืด กึกก้องไปทั้งคฤหาสน์
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมาลบหลู่สถานที่นี้แต่อย่างใด แต่หลงเข้ามาเอง"
สิ้นเสียงของคิสแสงสีทองก็เปร่งไปทั่วคฤหาสน์เมื่อสะท้อนกับอัญมณีทั้งหมดจึงยิ่งเปร่งประกายแวบวับมาก คิสมองสำรวจต้นตอของเสียง แต่เพราะแสงที่แสบตามากจึงมองไม่เห็น
"เจ้าเป็นใครตอบมา!!"
คิสโดนถามด้วยเสียงอันกึกก้องกังวาฬ
"ข้ามาจากอีกโลกหนึ่ง ชื่อคิส"
คิสหลับตาตอบเพราะสู้แสงไม่ไหว (หรือเก๊กวะ-*-)
"โอ๊ะ ขออภัยด้วยที่แท้ท่านคือคนที่ถูกเลือก ท่านชิน ชิน คงส่งท่านมาที่นี่"
เสียงนั้นพูดแล้วแสงสีทองสว่างจ้าก็เริ่มจางลงพอมองเห็นได้ ปรากฏร่าง หญิงสาวผทสีชมพู ชุดสีม่วงถุงมือสีน้ำตาล และใส่หมวกแบบแม่มดยอดเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ รอบกายของเธอมีออร่าสีขาวทองบางๆ " Crescent Witch "
"ข้าคือผู้เฝ้าสถานที่นี้ขออภัยที่เสียมารยาท ขณะนี้ท่านได้เข้ามาในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ ชั้นบนสุดแล้ว ท่านชิน ชิน ได้มอบหมายให้ข้าดับแสงสว่างทั้งหมดเพื่อท่านจะออกจากบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังจิตของท่าน"
แม่มดสาวบอก คิสหลังจากที่รู้ว่าแท้จริงชิน ชิน วางแผนให้ตนมาเข้าบ้านหลังนี้ก็รู้สึก เคืองขุ่นนิดหน่อย
"พร้อมรึยัง"
แม่มดสาวถาม
"ครับ"
คิสตอบหลังจากนั้นแสงสีทองก็หายไปทั้งหมด ความมืดกลับมาเยือนอีกครั้ง
"จงฟังข้าจะมอบตราแห่งเวทย์มนต์ให้ท่าน1ชิ้นมันจะให้แสงสีเขียวอ่อนๆ ในคฤหาสน์นี้มีตราเวทย์มนต์ที่ข้าตั้งไว้ทั้งหมด 10 ชิ้น เมื่อข้าให้ท่านไปก็เหลืออีก9 ชิ้น จงเก็บตราแห่งเวทย์มนต์นี้ให้ครบเพราะขณะนี้ทั้งหน้าต่างและประตูถูกปิดลงแล้ว หากท่านเก็บตราแห่งเวทย์มนต์ไม่ครบทั้ง10 ชิ้น แม้ท่านไปถึงประตูก็จะไม่สามารถเปิดมันได้ อ้อสิ่งสำคัญคือตราสัญลักษร์นี้จะดับลงเมื่อครบ 1 ชั่วโมง หากท่านไม่เจอ ตราชิ้นต่อไป ท่านก็จะอยู่ในความมืดมิด ......ไปตลอดกาล...."
เมื่อสิ้นเสียงตราสัญลักษณ์ก็มาอยู่บนมือคิส แล้วภารกิจก็เริ่มขึ้น คิสไม่รอช้ารีบวิ่ง ไปยังชั้นล่าง เมื่อลงมาจนสุดบันไดคิสได้พบประตูหนึ่งบานจึงเปิดเข้าไป แล้วพบกับกำแพงอันว่างเปล่า เขาจึงต้องเสียเวลาวิ่งขึ้นไปอีกรอบ เวลาผ่านไป55นาทีเขายังไม่เจอ ตราแห่งเวทย์มนต์ ขณะนี้แสงสีเขียวก็เริ่มจะมอดดับ แล้วเขาก็กำลังอยู่บนชั้นบนสุด(หาทางลงไม่ได้-*-) จนไปพบกับประตู 2ประตู เขาเปิดเข้าไป แต่ก็เจอกับ กำแพงอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้มีสัญลักษณ์(อีกแล้ว)สลักอยู่ คิสอ่านสัญลักษณ์นั่น แล้วกำแพงก็เปิดออก คิสเดินเข้าไปในประตูนั่น แล้วกำแพงก็ปิดลงทันทีเมื่อเดินเข้าไป แสงสว่างสีทองก็เจิ้ดจ้าขึ้นอีกครั้ง ในขณะเดียวกันแสงสีเขียวบนตราแห่งเวทย์มนต์ชิ้นที่1ก็ดับลง
"ยินดีต้อนรับ สู่"ห้องนั่งเล่น""
เสียงลึกลับกล่าว และ . . . . . .  . .ติดตามตอนต่อไป


นี่ล่ะหนอสิ่งที่อยู่บนมือแม่มดสาวคืออะไรก็รู้กันไป
เรื่องเสียงของชิน ชิน พอพูดถึงความน่ารักรักก็ต้องงุงิ แต่ถ้า งุงุงุ คงไม่ดีแน่เลยเอา งิงิงิ ไง งิงิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 03, 2007, 06:52:35 PM โดย @~_[X]erxe[S]_[K]un[G]_~@ » บันทึกการเข้า


Little_Misaki@Hotmail.com คุยได้uะครัUไม่กัด♫
♫Pyroswordman story fic ผมเองคลิ้ก♫
○~{P}yro[D]uele{R}~○
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 03, 2007, 08:08:10 PM »

โห
เข้าใจคิดแฮะ
ขนาดสปอยมาไม่กี่ใบคิดได้ขนาดนี้แล้ว
ถ้าออกมาครบจะขนาดไหน
เยี่ยมมากครับ   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
SuperJong
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 316


พระเจ้าประทานพรมาให้แล้ว จะปล่อยให้หลุดไปได้ไง...


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 04, 2007, 08:54:15 AM »

มีรูปประกอบด้วยย  ^^
บันทึกการเข้า



กำลังจะทำรูปการ์ดให้ดู  เมื่อผมได้การ์ดครบทุกใบอ่ะนะ - -"
◄~♫XerxeskunG♫~►
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79


little_misaki@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: มีนาคม 04, 2007, 03:57:28 PM »

chapter - 6 เหตุผลที่แพ้ไม่ได้
"ยินดีต้อนรับท่านคิสมาถูกทางจนได้นะและนี่คือสิ่งที่ต้องทำ ไฟทั้งหมดจะดับทันทีที่ข้าบอก ข้าทิ้งตราแห่งเวทย์มนต์ไว้ในนี้ล่ะ หาเอาเองแล้วกัน... "
เสียงปริศนาบอกจบ แสงสีทองที่สว่างจ้าก็ดับลงกลับเป็นความมืดมิด คิสไม่สามารถใช้เวทย์ให้เกิดแสงสว่างได้ เพราะเมื่อลองไฟก็จะดับทุกครั้ง จนเวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่คิสเปรียบเสมือนร่างไร้วิญญาณที่เดินได้อยู่ในห้องนอนในคฤหาสน์แห่งนี้    และเขากำลังจะตาย "ซีน..จะเป็นยังไงบ้างนะ" แล้วคิสก็สลบไป
--------------------------------------------------------------------------------
ณ หอนาฬิกากลางเมือง หลังจากหลุมดำได้ดูดกลืนทุกสิ่งและสงบลงไปแล้ว ซีนที่รอคิสในยามเที่ยงคืนก็จ้องมองไปยังเมืองที่อยู่เบื้องล่างอย่างสวยงามมีหิ่งห้อยน้อยๆบินรอบๆตัวเธอ เธอรอคิสมาหลาบชั่วโมงแล้วแต่คิสก็ยังไม่มา แล้วหยดน้ำตาใสๆก็ไหลอกมา แล้วร่างของเธอก็ร่วงลงมาจากหอนาฬิกา...
-------------------------------------------------------
"ม่ายยยยยยยยยยยยยซีนเธอต้องไม่เป็นอะไร!!!!!"
คิสตกใจตื่นขึ้นบนห้องแห่งความมืด เขาหอบด้วยความตกใจ เหงื่อซึมไปทั้งตัว
"แค่ฝันไปหลอกรึ เราต้องออกไปที่นี่ต้องกลับไปเจอซีน"
คิสพูดพลางกำหมัดแน่น จากนั้นจึงเริ่มท่องมนต์ แต่ครั้งนี้เขาไม่ใช้ดาบมือของเขามีไฟลุกขึ้นมา คิสหลับตารวบรมสมาธิพลางท่องมนต์ไฟลามไปทั้งร่างกายของเขาจนห้องนอนในคฤหาสน์ลุกไหม้ไปหมด แล้วชกหมัดลงไปยังพื้น ทำให้ห้องนอนพังลงมา ยังชั้นล่างทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นผุยผง ร่างของคิสก็ล่วงหล่นมายังข้างล่างเช่นเดียวกัน ไฟที่ติดอยู่บนร่างกายของคิสก็ดับลง คิสมองออกไปก็พบกับตราแห่งเวทย์มนต์ชิ้นที่2 ลอยอยู่ตรงหน้าเขา แล้วเก็บมันมา  แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของห้อง
"ยินดีต้อนรับท่านคิส..ทำได้จนได้นะแต่ข้าเองก็ตกใจไม่ใช่เล่นที่ท่านใช้วิธีนั้นหาของน่ะ 5 5 5 และข้าคือผู้พิทักษ์ตราแห่งเวทย์มนต์ ชิ้นที่4 ท่านเล่นพังลงมาไม่มาตามทางท่านก็คงต้องขึ้นไปเอาชิ้นที่3ข้างบนแล้วล่ะ 5 5 5 แต่ไม่เป็นไรท่านต้องนำตราแห่งเวทย์มนต์ของข้าไปให้ได้ก่อนไม่งั้นก็ไปไม่ได้ "
เสียงปริศนาแจ่ไม่ใช่เสียงเดิมกล่าว คิสมองสำรวจไปทั่วแต่ก็หาร่างต้นตอของเสียงไม่เจอ แม้จะมีแสงสีเขียวของตราเวทย์มนต์อยู่
"สิ่งที่ท่านต้องทำคือ เพียงท่านสามารถโจมตีข้าได้เพียงครั้งเดียวข้าก็จะมอบตราแห่งเวทย์มนต์นี้ได้ นับว่าท่านโชคดีที่เพิ่งเก็บตรานั่นได้ นั่นหมายความว่าท่านมีเวลาที่จะต้องใช้1ชั่วโมงในการโจมตีข้า หากท่านทำได้ไม่ทันก็คงพ่ายแพ้แน่ๆ หึหึหึ"
เมื่อสิ้นเสียงปรากฏร่างของหญิงสาวรูปร่างสูงใส่ชุดสีแดง มีออราสีขาวล้อมรอบแล้วมีเพลิงรูปปีศาจอันร้อนแรงอยู่ข้างนอก[ Flare Sorcerer]

"ข้าเห็นว่าท่านหน้าตาดีจะนั่งเฉยๆเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงนะ 5 5 5"
นักเวทย์สาวกล่าวอย่างอารมณ์ดี แล้วนั่งลง ขณะนี้ทั่วห้องสว่างด้วยพลังของนาง
"เอาล่ะ!"
คิสกล่าวพลางไม่รอช้ารีบยกดาบหมายจะฟาดอย่างเต็มแรง ทันใดนั้นไฟรูปปีศาจก็เขามาขัดขวางแล้วล้อมรอบตัวของนักเวทย์สาวเป็นบาเรียคุ้มกัน ดาบของคิสที่ฟันไปก็ทะลุบาเรียไปได้แต่ความร้อนกับส่งผ่านดาบมายังมือของคิส
"อ้าคคค ร้อนๆๆ"
คิสร้องด้วยความเจ็บปวด
"หึหึ ทางที่ดีหาวิธีอื่นเถอะนะ ขณะนี้ผ่านไปแล้ว10นาที"
นักเวทย์สาวเย้ย คิสก็ท่องมนต์ ยกดาบฟาดลงไปอีกครั้ง คราวนี้พลังความร้อนที่ปะทะกันจึงเกิดระเบิดออกมาอย่างแรง เปรี้ยงงงง!!!!!!!!!! ร่างของคิสและดาบกระเด็นออกไปแต่นักเวทย์สาวก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแต่ไฟบาเรียที่ป้องกันก็หายไปเช่นเดียวกัน แต่ก็ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
"15..."
นักเวทย์สาวเตือน คิสลองท่องมนต์บทที่ทำให้เขาพังลงมาชั้นล่างนี้ได้ ร่างของเขาก็มีไฟลุกโชกอีกครั้งแล้วปล่อยหมัดลงไปหมายจะชกทะลุบาเรียให้โดนร่างของนักเวทย์สาว ครั้งนี้บาเรียก็แตกออกอีกครั้งแต่ร่างของคิสไม่กระเด็น ในขณะที่หมัดพุ่งไปกำลังจะโดนนักเวทย์สาว เธอก็จับหมัดเอาไว้ได้
"หึหึ พลาดนะจ๊ะ ท่านคิส หมัดของท่านความร้อนแค่นี้เองรึ ข้าจะแสดงความร้อนทีแท้จริงให้ดู"
แล้วมือที่จับหมัดคิสไว้ก็เริ่มมีไฟลุกขึ้นมาเช่นกัน
"อ๊าค อ๊าค อ๊าค"
คิสร้องด้วยความเจ็บปวดมือของเขาแทบจะละลาย แล้วนักเวทย์สาวก็ปล่อย
"ขณะนี้ครบ30 นาทีแล้ว เพราะฉะนั้นข้าไม่ผิดสัจจะที่ให้ไว้ ข้าขอตอบโต้บ้างล่ะ"
เมื่อนักเวทย์สาวกล่าวจบก็หมุนตัวเป็นวงกลม1รอบมีกลุ่มไฟเป็นกลุ่มขนาดเล็กอยู่บนมือ แล้วนักเวทย์สาวก็ปล่อยมันออกมา ไฟกลุ่มเล็กๆมุ่งเข้าหาคิส คิสเหวี่ยงตัวหลบทันแต่กำแพงที่โดน เวทย์ไฟเผาผลาญก็ละลายทะลุไปต่อหน้าต่อตาคิส
"ความร้อนของท่านคิสเท่ากับ 100 องศา ส่วนข้า คือ 150 องศา ถ้าท่านจะโจมตีข้าได้ซักทีก็คงยากหน่อยล่ะ หึหึ"
นักเวทย์สาวพูดจบก็ปล่อยพลังรูปแบบเดิมออกไป แต่คราวนี้คิสหลบไม่ทันจึงโดนเข้าไปเต็มๆ
"อ๊าค !!!!!!!!!"
คิสร้องด้วยความร้อนของไฟเวทย์ของนักเวทย์สาวช่างแข็งแกร่งจริงๆ  แล้วลุกขึ้นมาอีกครั้งทั้งห้องเงียบสงบ
"นี้คงเป็นวาระสุดท้ายของท่านจริงๆ เอาล่ะข้าจะจบการต่อสู้เพียงเท่านี้แล้ว ย้ากกก"
นักเวทย์สาวตะโกนพางวิ่งไปหาคิส แต่ร่างของคิสก็หายไป
"อะไรกัน"
นักเวทย์สาวกล่าวด้วยความตกใจ
"มิราจไงล่ะเหมือนจริงมากใช่ไม๊"
คิสพูดเสียงเบาแล้วใช้ดาบฟันไปทางนักเวทย์สาว "Pyro Slash" บรรยากาศในห้องเงียบขึ้นนักเวทย์สาวก็หยุดยืนนิ่ง
"หึ"
นักเวทย์สาวกล่าวจากนั้นก็มีเลือดไหลออกมาทางริมปากเล็กน้อย
"สำเร็จแล้วนะ ยินดีด้วย 5 5 5"
ติดตามตอนต่อไป...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้เอาเรื่องหลุมดำมาฝาก

หลุมดำ สัตว์ร้ายในอวกาศ
                  ความเวิ้งว่างเปล่าเหนือหัวคนเราขึ้นไปนั้น เป็นเอกภพมหามหึมาอันมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเหลือสติปัญญาที่จะหยั่งคะเนได้ สถานที่อันไร้อาณาเขตนี้นั้นก็ประกอบด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ที่คุมกันหลวมๆ เป็นจักรวาลและจักรวาลน้อยใหญ่ก็มีอยู่เหลือคณานับ เคลื่อนคล้อยในเอกภพอันไร้ขอบเขตด้วยจำนวนอันไร้ปริมาณ

                 ธรรมชาติมิได้สร้างความเรียบร้อยสวยงามให้ปรากฏขึ้นอย่างเดียว แต่ธรรมชาตินี่แหละที่ก็ได้สร้างความเหี้ยมเกรียม ความหายนะให้เกิดควบคู่กันไปด้วย ใครจะคิดได้ว่า อันดวงดาวทั้งปวงที่เห็นดารดาษบนท้องฟ้านั้น คืออาหารอันโอชะของเจ้าสัตว์ร้ายพวกหนึ่งที่คอยจ้องเขมือบดาวเหล่านี้ให้สูญหายไป ตราบใดก็ตามที่ดาวน้อยใหญ่ทั้งหลายเผลอเรอหลงเข้าไปในแวดวงที่มัน "อาศัย" อยู่?

                   สัตว์ร้ายที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์บนดาวเล็กๆ ดวงที่เรียกว่าโลกนี้เขาตั้งชื่อมันเอาไว้ว่า "แบล็ค โฮล" หรือแปลกันง่ายๆ คือ "หลุมดำ"

                 ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี พ.ศ. 2513 นั้น นักวิทยาศาสตร์สาขาดาราศาสตร์ทั้งหลายก็พากันบอกเป็นเสียงเดียวว่า เจ้าสิ่งที่เรียกว่าหลุมดำหรือแบล็ค โฮลนั้นได้จัดการออกล่าเหยื่อเขมือบดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไปแล้วมากต่อมาก และหลังจากเขมือบดาวเหล่านี้ไปชั่วระยะหนึ่งแล้ว มันก็หยุดการล่าเหยื่อของมันไปชั่วระยะหนึ่ง

                ช่วงที่แบล็ค โฮลอยู่เฉยๆ ไม่อนาทรคันปากคันคอจะกินดาวอย่างที่เคยนั้น นักดาราศาสตร์นั่นแหละที่เขาบอกว่ามันกำลังขอเวลาสำหรับ "ย่อย" ดาวที่เป็นอาหารของมันอยู่ มาถึงตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าสังเกตสังเกตเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ กำลังร้องบอกว่าเจ้าหลุมดำ หรือแบล็ค โฮลนี้ เริ่มต้นที่จะออกล่าเขมือบดวงดาวใหม่แล้วแต่โชคดีที่ว่าโลกเรานั้นยังอยู่ไกลมากจากถิ่นที่สัตว์ร้ายแห่งเอกภพนี้มันสิงสถิตอยู่ ไม่เช่นนั้นสักวันหนึ่งโลกใบนี้ ก็คงถูกมันเขมือบ และจัดการย่อยอร่อยปากอร่อยกระเพาะมันไปเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม วันสุดท้ายของโลกและสุริยจักรวาลนั้นก็ยังมีโอกาสมาถึงเหมือนกัน เพราะดวงดาวเพื่อนบ้านตลอดจนถึงดวงอาทิตย์ อาจจะถือว่าสุริยจักรวาลทั้งระบบนั้นกำลังค่อยๆ ถูกดูดให้เข้าไปหาเจ้าแบล็ค โฮลนี้ทีละน้อยๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจขนข้าวของอพยพกันหรอกนะครับ เพราะนักดาราศาสตร์กล่าวว่า อีกอย่างน้อยๆ ก็นับสิบๆ ล้านปีนั่นแหละกว่าที่โลกจะกลายเป็นเหยื่อเจ้าสัตว์ร้ายแห่งเอกภพ เวลาป่านนั้นเราจะตายไปเกิดที่ไหนอีกกี่สิบกี่ร้อยหรือกี่ล้านชาติก็ไม่รู้

                 ปรากฎการณ์สัตว์ร้ายแห่งเอกภพหรือหลุมดำนี้อาจจะมีมานานนับร้อยพันหมื่นล้านปีมาแล้ว แต่ก็เพิ่งเป็นที่ประจักษ์กันในหมู่มนุษย์เพียงไม่นานมานี้ ก็เมื่อคนเรามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้รอบตัวให้ทันสมัยสมใจนึกมากขึ้น เพราะความก้าวหน้านี้เอง ที่ทำให้เราได้มองเห็นเจ้าสัตว์ร้ายนี้ ด้วยความรู้จากสมมติฐานกลายไปเป็นทฤษฎี

                 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2451 หรือ 81 ปีมาแล้ว มีปรากฎการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่บริเวณทุ่งทุงกัสทางตอนกลางของไซบีเรีย ปรากฏการณ์นี้ได้แก่การระเบิดเสียงกึกก้องกลางอากาศ และมีการสั่นสะเทือนอย่างมหาศาลของแผ่นดินบริเวณนั้นและในอาณาเขตรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรโดยรอบ บรรดาผู้ที่อาศัยในละแวกทุงกัสนั้นต่างให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะเกิดการระเบิดนั้นพวกตนแสบตาจ้าไปหมดด้วยแสงอันขาวนวลอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน แสงนั้นทำให้ดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องสว่างนั้นมืดมิดไปชั่วขณะ และเกิด "เสาไฟมหึมา" พลุ่งขึ้นมาจากพื้นโลก

                     เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังคงปรากฎอยู่ในทุ่งทุงกัสแม้จนกระทั่งวันนี้อันเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม คือ สภาพหงิกงอของไม้ไร่ในป่าแถบนั้น กระหย่อยใหญ่เหมือนกับถูกมือยักษ์ทึ้งและเผาราบ ไม้ใหญ่น้อยนี้ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้วแต่ก็ไม่มีไม้ต้นใหม่เกิดขึ้นนักวิทยาศาสตร์ได้บุกบั่นเข้าไปทำการสำรวจค้นคว้าบริเวณนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่มีใครลงมติเห็นพ้องกันว่าสาเหตุของปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าจะเห็นตรงกันว่ามันเป็นหายนะที่มาจากฟากฟ้าเหนือหัว

                  สาเหตุที่เกิดการทำลายป่าครั้งใหญ่ และสิ่งประหลาดที่ชาวทุงกัสยุคนั้นได้พบเห็นชนิดตายไปก็ยังลืมไม่ลงนั้นยังมีการโต้แย้งต่างๆนานา อะไรเกิดขึ้นที่ไซบีเรียครั้งนั้นตอนนี้สามารถแยกสาเหตุออกไปได้คือ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการที่สะเก็ดดาวขนาดมหึมาชิ้นหนึ่งหล่นเข้ามาอยู่ในปริมณฑลแรงดึงดูดของโลก แล้วก็เลยถูกดูดลงมาถล่มเอาบริเวณดังกล่าว เหตุผลหนึ่งไปไกลกว่านั่นคือเชื่อว่าอาจจะมีมนุษย์ต่างดาวนำยานของตนมาฉวัดเฉวียนทำนองสำรวจโลกพระเคราะห์ที่มนุษย์อาศัยอยู่ และให้เกิดอุบัติเหตุเชื้อเพลิงคือพลังนิวเคลียร์ในยานลำนั้นแผลงฤทธิ์ปึงปังออกมา มันก็เท่ากับการหยอดระเบิดนิวเคลียร์ลงไปบนทุ่งทุงกัสที่ว่าทำให้แหลกลาญไปหมด

                 แต่ทฤษฎีล่าสุดที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งไว้สำหรับกรณีลึกลับแห่งทุง่ทุงกัสนี้คือ อาจจะเป็นไปได้ที่โลกเจอเข้ากับรายการ "แทะเล็ม" ของปรากฎการณ์ชนิดหนึ่ง ที่เพิ่งจะมีการค้นพบกันไม่นานมานี้ที่เผอิญเป็นปรากฎการณ์ระดับไม้จิ้มฟันของเอกภพ นั่นคือผลจากการอาละวาดของเจ้าแบล็ค โฮล

                  เรื่องนี้ก็อาจจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า "อภินิหารเจ้าหลุมดำ"

                  หลุมดำหรือแบล็ค โฮลนี้เป็นภาพที่มองไม่เห็นในเอกภพ แต่ว่ามันสัมผัสได้ด้วยการสังเกตได้ด้วยผลที่บังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวของมัน ก็คือการหายไปของดาวต่างๆ ที่กล้องโทรทัศน์จากผิวโลกมองออกมาและบันทึกเอาไว้เปรียบเทียบกัน แสดงถึงอำนาจอันมหาศาลของเจ้าตัวร้ายแห่งเอกภพ

                    ในปี พ.ศ. 2447 เอฟ.ดับเบิลยู เบสเซล นักดาราศาสตร์สำคัญคนหนึ่งแห่งหอดูดาวคอนิกบูร์ก ของปรัสเซียปัจจุบันคือหอดูดาวแห่งคาลินนินกราด สหภาพโซเวียตได้เฝ้าสังเกตดาวฤกษ์สำคัญดวงหนึ่งที่รู้จักกันมากแต่สมัยดบราร ก็คือซิริอุส หรือดาวหมาที่ชาวไอยคุปต์ถือเป็นดาวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล และพบโดยบังเอิญว่าดาวซิริอุสนี้มิได้เดินไปตามที่ตามทางของมัน หากแต่ดูเหมือนคล้ายกับว่ากำลังอยู่ในวิถีที่จะหลับอะไรสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น

                   นักดาราศาสตร์รุ่นหลังจากเบสเซลได้ติดตามสานต่องานของเขาและพบว่า ใกล้เคียงกับดาวซิริอุสนั้น มีดาวดวงหนึ่งขนาดเล็กกว่ากำลังมีแสงริบหรี่ลงไปกว่าปกติแต่ในไม่นานหลังจากนั้น มันก็ส่งแสงสว่างจ้าข่มดาวซิริอุสซึ่งว่าสว่างแล้ว เป็นปรากฎการณ์ต่อเนื่องอยู่หลายปี แล้วจากนั้นมันก็หายไปจากกล้องโทรทัศน์ หลังจากที่มันหายไปแล้วนั่นเอง ปรากฏว่าจำนวนดาวน้อยๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในละแวกที่อยู่ใกล้เคียงกับดาวที่หายไปนั้นลดลงเรื่อยๆ และก็ทรงตัวอยู่ชั่วระยะหนึ่งจากนั้นก็ลดจำนวนลงไปอีก

                   จนละแวดนั้นนอกจากดาวซิริอุสแล้ว เป็นที่เวิ้งว้างว่างเปล่าปราศจากดาว เหมือนกับใครไปถอนหญ้าในแปลงเล็กๆ เสียเตียน

                    ปรากฏการณ์ที่รวบรวมได้จากการสังเกตนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำมาศึกษาวิจัยกันแล้ว และพบว่าเป็นกำเนิดของหลุมดำหรือสัตว์ร้ายแห่งเอกภพอันเนื่องจากการถึงแก่กาลอวสานของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่

                     มีการเอากรณีปรากฎการณ์ประหลาดที่ไซบีเรียครั้งนั้นมาพิจารณาประกอบด้วย นักเคมีชาวอเมริกันนายหนึ่ง ก็คือ วิลลาร์ด ลิบบี้ อดีตสมาชิกของคณะกรรมการพลังงานปรมาณูของสหรัฐ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในฐานะค้นพบวิธีการตรวจสอบอายุของสสารด้วยระบบกัมมันตรังสีคาร์บอน ได้ร่วมกับพรรคพวกอีกสองคนทำการทดลองพบว่า การเคลื่อนไหวของสิ่งสองสิ่งในอวกาศคือสสารกับตัวต้านสสารนั้น ทำให้เกิดพลังงานอย่างใหญ่หลวงมหาศาล และปรากฎการณ์นี้อาจจะเป็นไปได้เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉียดเข้ามาใกล้และถูกโลกดึงลงมาแผลงฤทธิ์กันบนทุ่งไซบีเรีย

                    แต่ว่าสิ่งที่เรารู้กันในทุกวันนี้เกี่ยวกับอสูรร้ายในเอกภพคือ แบล็ค โฮลนั้น มันเกิดขึ้นจากผลของการที่แก๊สในดาวฤกษ์ซึ่งมีกลุ่มก้อนมหึมาเกิดการหลอมตัวของนิวเคลียร์เข้าด้วยกัน เป็นลักษณะของการแปลงธาตุจากธาตุหนึ่งไปยังอีกธาตุหนึ่ง โดยเฉพาะจากไฮโดรเยนเป็นฮีเลียม การแปลงธาตุจากการหลอมตัวของนิวเคลียสนี้ผลพวงที่แนบมาด้วยก็คือพลังงานความร้อนที่เกิดจากระเบิดนิวเคลียร์ที่มนุษย์สามารถสร้างมันขึ้นมาได้แรงที่สุด

                    พลังงานมหาศาลที่มีทั้งความร้อนระคนปนเข้ากับแสงและรังสีอื่นๆ อันเกิดจากการหลอมตัวแปลงธาตุนี้จะผลักดันปรมาณูและอณูต่างๆ ออกจากกัน แต่ในเวลาเดียวกับที่มีแรงผลักดันปรมาณูออกจากกันนี้ก็พลอยหมดไปตามไปด้วย คงเหลือแต่แรงดึงดูดให้ปรมาณูวิ่งเข้ามากันอยู่แรงเดียว

                    เมื่อมีแต่แรงดึงปรมาณูเข้าหากันอยู่แต่ลูกเดียวเช่นนี้ ดาวฤกษ์ที่ดันเผาไหม้ตัวเองขึ้นมานั้นก็จะเริ่มหดตัวเล็กลงกว่าขนาดของเดิม และก็หดตัวลงไปเรื่อย แต่ว่าจะหดใหญ่เล็กแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าดาวฤกษ์ดวงเดิมนั้นมันใหญ่โตแค่ไหน ดาวฤกษ์ขนาดย่อมๆ หน่อยก็จะหดตัวมาเป็นดาวฤกษ์นิวตรอน ซึ่งในตัวของมันนั้นก็จะประกอบด้วยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า "สารควบแน่น" และสารควบแน่นพวกนี้จะเป็นสสารที่ไม่มีอนุภาคไฟฟ้าอยู่ในตัวเหมือนกับสสารทั่วไป นั่นเองที่เขาเรียกมันว่า "นิวตรอน" หรือ "สารเป็นกลาง"

                    แต่ที่น่าทึ่งและมหัศจรรย์ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เขาว่ากันไว้นั้นก็คือ เจ้าสารควบแน่นนี้ปริมาณเพียงแค่หัวไม้ขีดเท่านั้นมันจะหนักเป็นพันล้านตัน หรืออีกนัยหนึ่งหนักยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัยหรือเขาพระสุเมรุเสียอีก

                   แต่ดาวฤกษ์ที่เอาแต่หดตัวไปนั้นก็ไม่ได้หยุดหดไปแม้แต่น้อย คงทำการก้มหน้าก้มตาลดขนาดของมันด้วยการหดต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ไม่มีขนาด ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นอกจากสภาพใหม่ที่มองไม่เห็น และที่นักวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า "หลุมดำ" หรือ "แบล็ค โฮล" นั่นแหละ

                    ทั้งหมดนี้ออกจะเป็นเรื่องฟังหนักสมองเอาสักหน่อยแต่นี่ขนาดผมพยายามเรียบเรียงเอาคำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์ไต่บันไดลงมาถึงพื้นให้ท่านผู้อ่านพอเข้าใจแล้วนะครับ มันเป็นศาสตร์ในเรื่องกฎของฟิสิกส์ที่เขาว่าเอาไว้ แค่ถอดเอามาง่ายๆ ผมยังต้องนอนก่ายหน้าผากอยู่หลายตลบกว่าจะออกมาเขียนได้อย่างนี้

                   ก็นักวิทยาศาสตร์นั่นแหละที่ว่าไว้ว่า เจ้าหลุมดำอินวิซิเบิ้ลตัวนี่แหละที่มันมีสนามแม่เหล็กอยู่สูงมหาศาล อำนาจทางแม่เหล็กของมันนี่เองที่เที่ยวไปดูดดาวที่มันผ่านเข้าไปใกล้เคียงเข้าไปหามัน และก็จัดการเขมือบดาวนั้นๆ เข้าตัวมันหายวับไป เหมือนกับเป็นอาหารโอชะแล้วเมื่อดาวทั้งหลายถูกดูดกลืนเข้าไปในหลุมดำนั้นก็ยิ่งจะไปเพิ่มแรงดึงดูดให้กับเจ้าตัวหลุมดำจอมเขมือบนี้มากขึ้นไปอีก

                   พฤติการณ์ของเจ้าหลุมดำนี้แหละที่เห็นๆ กันว่าเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่ซุ่มอยู่ในกาแลกซี่ของเรา และบางทีอาจจะอยู่ในกาแลกซี่อื่นๆ อีกหมื่นล้านอสงไขยในความเวิ้งว้างหาที่สิ้นสุดมิได้ของจักรวาล

                  ถึงเวลานี้นักวิทยาศาสตร์อเมริกากันกำลังบอกว่าเจ้าหลุมดำที่หยุดนิ่งย่อยอาหารดาวที่มันก้มหน้าเขมือบไปพักหนึ่งนั้น เริ่มขยับเขยื้อนท้องร้องขึ้นมาแล้ว และก็กำลังเริ่มเขมือบดาวฤกษ์ที่ตุปัดตุเป๋เข้าไปใกล้ๆ มันเป็นอาหารอีกครั้งหนึ่ง ฟังแล้วก็น่าขนหัวลุก

                  หลุมดำนี้มันคืออะไรกันแน่ เราเห็นจะต้องรอไปสักปีสองปีอาจจะรู้จักมันมากกว่าที่รู้อยู่แล้ว เพราะจากวิทยาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ขณะนี้นักดาราศาสตร์สามารถที่จะส่งกล้องส่องดาวหรือกล้องโทรทัศน์ออกไปเล็งดูกันได้นอกโลกแล้ว โดยฝากไปกับบัลลูนที่ส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศแล้วส่งภาพข้อมูลต่างๆ กลับมาดูกันเพื่อตัดสินกันให้แน่ชัดว่าเจ้าจอมเขมือบนี้มันคืออะไรกันแน่
----------------------------------------------------------
หลายคนอ่านอาจจะงง ซึ่งผมก็งง(อ้าว-*-) แต่จะอธิบายเรื่องที่คิสโดนดูดเข้าไปในหลุมดำนะครับ คือที่คิสไม่ตายไม่ใช่เพราะมันเป็นเรื่องแต่งแต่มีเค้าโครงความเป็นจริงคือ มันไม่ได้ดูดกลืนอย่างเดียว แต่มันจะ "พ่น" สิ่งที่ดูดกลืน จากฟากหนึ่งของตัวมันมาออกยังอีกจุดหนึ่งด้วย ก็คือไม่ได้มีหลุมดำเพียงหลุมเดียว และอาจจะมีหลุมดำที่เป็น "ประตู" อยู่  ได้มีการสันนิษฐานกันว่า มันน่าจะเป็นประตูเชื่อมกันระหว่างจักรวาลกับจักรวาล เวลากับเวลาและมิติกับมิติ ซึ่งตรงกลางภายในรอยต่อเชื่อมนี้ หรือโพรงนี้อาจจะมี การบิดเบี้ยวของบรรยากาศ เกิดซึ่งเกิดจากบางสิ่ง ซึ่งตรงนี้เองอาจจะทำให้เกิดรอยต่อของมิติขึ้นที่อีกด้านหนึ่งของทางออก และอาจทำให้เกิดการ วาร์ป (Warp) ผ่านจักรวาล และเวลาได้ ซึ่งในตรงนี้ก็เป็นแนวคิดในการทำไทม์แมชชีน ที่สามารถทำให้ย้อนเวลา หรือไปอนาคต เช่นเดียวกัน (อาจจะเคยเห็นในสื่อกาตูนย์ ภาพยนต์ต่างๆ เช่น โดราเอมอน)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 04, 2007, 04:04:56 PM โดย @~_[X]erxe[S]_[K]un[G]_~@ » บันทึกการเข้า


Little_Misaki@Hotmail.com คุยได้uะครัUไม่กัด♫
♫Pyroswordman story fic ผมเองคลิ้ก♫
>w< ♦ArMy KuNg♦ >w<
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447


จงทำในสิ่งที่ท่านรัก...และจงรักในสิ่งที่ท่านทำ ^ ^


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: มีนาคม 12, 2007, 06:49:20 PM »

โอ้โหได้ทั้งสาระและความสนุกเลยล่ะครับ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

http://armlovemilk.hi5.com <<< Hi5 ข้าพเจ้าเองคร้าบ!!!(เพื่อนตั้ง URL ให้ อย่าตกใจ!!!!)



คิระ~~!!
◄~♫XerxeskunG♫~►
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79


little_misaki@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: มีนาคม 16, 2007, 01:08:52 PM »

Chapter7-การต่อสู้แห่งความมืด
"สำเร็จแล้วนะ ยินดีด้วย 5 5 5"
นักเวทย์สาวกล่าวพร้อมกับมอบตราแห่งเวทย์มนต์
"เจ้าต้องย้อนขึ้นไปเพื่อไปเอาตราสัญลักษณ์ที่3 ก่อนนะไม่งั้นผู้ดูแลตราแห่งเวทย์มนต์คนอื่นๆคงไม่อณุโลมแบบที่ข้าให้เป็นแน่ โชคดีล่ะ"
นักเวทย์สาวบอกพร้อมดีดนิ้ว 1 ที แล้วจึงหายไป คิสจึงรีบหาทางขึนไปยังชั้นบน จนถึงบันได แล้วแสงสีเขียวก็สว่างขึ้น ส่วนตราแห่งเวทย์มนต์ก็ดับลง
"ยินดีต้อนรับ ท่านจะได้ตราสัญลักษณ์ที่3 จากข้าที่นี้ ไม่นึกเลยว่าจะข้ามหน้าข้ามตาข้าไปด่านที่4 แต่ถ้าท่านชนะท่านพู้พิทักษ์ตราแห่งเวทย์มนต์ที่4ได้ข้าก็คงไม่ใช่คู่มือท่านแน่ๆหึหึ เพราะฉะนั้นเอาตราแห่งเวทย์มนต์ที่ 3นี้ไปเลยแล้วกัน"
เมื่อบุคคลลึกลับกล่าวจบก็ส่งตราสัญลักษณ์ให้แต่โดยดี
"ชั้นบนนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะท่านต้องลงไปหาต่อด้านล้าง"
เมื่อสิ้นเสียง คิสก็วิ่งลงบันไดมาแล้วผ่านทางที่เจอกับนักเวทย์ไฟมาแล้วก็ถึงห้องครัว
"สวัสดี ยินดีต้อนรับสู่ห้องครัวนี้ สิ่งที่ท่านต้องทำก็ง่ายๆ หุงข้าวแล้วเอามาให้ข้าซะแค่สุกสักเม็ดเป็นผ่าน"
เสียงของหญิงสาวกล่าวต้อนรับพร้อมมอบข้าวสารให้คิสจำนวนมาก คิสไม่รอช้ารับหาหม้อหุงข้าวแต่ก็หาไม่เจอ
"อย่าหาอีกเลยนะไม่มีหลอก สำหรับด่านนี้ท่านคงต้องทำให้ข้าวสารลอยกลางอารวมถึงน้ำแล้วใช้พลังไฟในตัวท่านทำเองแล้วล่ะ"
หญิงสาวชี้แจง คิสจึงลอง ทำให้ข้าวอละน้ำลอยบนอากาศแต่ก็ไม่สำเร็จ
"วิธีที่จะทำให้พวกมันลอยได้ก็คงต้องใช้พลังจิตนะ หลักการง่ายๆท่านต้องควบคลุมใคลื่นแม่เหล็กให้ได้ ถ้าท่านผ่านด่านนี้ก็สามารถควบคุมพลังไฟของท่านให้ไปตามใจคิดได้บ้างล่ะ"
หญิงสาวกล่าวสอนต่อหลังจากเห็นความพยายาม - - คิสจึงลองรวบรวมสมาธิพร้อมกับปล่อยไฟไปในขณะเดียวกันซึ่งก็สำเร็จไปด้วยดี แต่ทันใดนั้นไฟก็ดับลง นั่นคือฝีมือของหญิงสาวเจ้าเก่านั่นเอง
"ข้าเปลี่ยนใจแล้วแฮะไฟที่หุงข้าวต้องเป็นรูปมังกรด้วยสิหึหึ"
หญิงสาวกล่าวเสร็จคิสก็ลองทำให้ไฟเป็นรูปมังกร และแล้วมันก็กลายเป็นรูปเป็ด - - แล้วครั้งที่สองครั้งที่สามและครั้งที่สี่ก็ยังเป็นรูปเป็ด ครั้งที่ห้าคิสเลยปล่อยพลังไฟไปสุดๆจนกลายป็นรูปมังกรจริงๆ แต่น้ำและข้าวหายเกลี้ยงเป็นผุยผงไปเลย - - คิสจึงเตรียมของใหม่แล้วลองปล่อยพลังให้น้อยกว่าเก่าคราวนี้ไฟก็เป็นรูปมังกรจนได้
"เอาล่ะเอาล่ะผ่านเลยแล้วกันข้าขี้เกียจรอแล้วเอาไป ตราแห่งเวทย์มนต์ต่อไปคงอยู่แถวๆนี้ล่ะอย่าเพิ่งลงไปข้างล้างล่ะ"
หญิงสาวกล่าวแล้วทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยส่งตราแห่งเวทย์มนต์ให้แล้วก็หายไป คิสจึงออกตามหาตราแห่งเวทย์มนต์ต่อแล้วก็มาถึงห้องอาหาร
"ยินดีต้อนรับสู่ห้องอาหารจ๊ะ"
มีเสียงๆหนึ่งดังเข้ามา แล้วเทียนที่อยู่บนโต๊ะก็สว่างขึ้นทำให้เห็นร่างของคนที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เธอใส่ชุดสีน้ำตาลและหลับตาอยู่

"เธอจะได้ตราแห่งเวทย์มนต์ที่6 ที่นี่ เพียงเธอสามารถทำให้จานทุกใบที่อยู่บนโต๊ะนี้แตกได้ทั้งหมดโดยนั่งอยู่กับเก้าอี้และทำได้แค่ส่งสายตาไปมองจานพวกนั้น"
เมื่อเธอบอกจบคิสก็เริ่มแบบไม่รออะไร แล้วก็แตกทั้งหมดในเวลาอันสั้น - -
"ยินดีด้วยจ้ารับไปแล้วลงไปชั้นล่างได้เลยจ้า"
หญิงสาวบอกแล้วเดินจากไป คิสก็ไม่รีรอตวัดดาบพังกำแพงทั้งหมดแล้วเมื่อเห็นบรรไดจึงรีบลงไป ไม่กี่นาทีที่ลงบรรไดเสร็จทั่วทั้งห้องก็สว่างจ้า
"สวัสดีท่านคิสตราแห่งเวทย์มนต์ที่8อยู่ที่ข้า วิธีการที่จะเอาไปก็เอาชนะข้าให้ได้"
เสียงของชายหนุ่มร่างเล็กดังขึ้น ในมือทั้งสองข้างของเขามีดาบสีแดง ชุดเกราะสีม่วงดำตลอดทั้งตัว Dark Soldier
"กติกามีง่ายๆ ใครออกนอกห้องนี้แพ้"
เมื้อสิ้นเสียงของทหารแห่งความมืด ไฟทั้งหมดก็ดับลง แล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น โดยฝ่ายคิสนั้นก็ยกดาบขึ้นมาแล้วพังห้องทั้งหมด ส่วนนายทหารก็หลบได้แล้วยกดาบทั้ง2เล่มเหมือนกัน "Dark Slash!!" เขาพุ่งตัวมาทางคิสแล้วตวัดดาบอย่างรวดเร็ว คิสหนีไม่พ้นโดนเข้าไปเต็มๆ
"เลือดที่ไหลออกจากร่างกายของท่านข้าจะไม่ให้ท่านเห็นมันอีก"
นายทหารกล่าวแล้วเลือดทั้งหมดที่ไหลออกมาจากตัวคิสที่โดนเข้าไปเต็มๆตะกี้ก็หายไปทันที ฝ่ายคิสก็ตั้งท่ารุกอีกครั้งโดยจับดาบชี้ไปทางนายหารแล้วพุ่งเข้าไป "Pyro Slash!!" คิสใช้ท่าที่แม้แต่นักเวทย์สาวอันร้อนลุ่มยังหลบไม่ได้ซึ่งแน่นอนว่านายทหารก็หลบไม่พ้นเช่นเดียวกันถึงแม้จะเป็นระยะที่ห่างกว่านักเวทย์สาว แรงปะทะทำให้ห้องทั้งห้องพังลงมาในความมืดแต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีอุปสรรคในการมองเห็นฝ่ายตรงข้าม ตอนนี้ทั้งคู่ลอยอยู่กลางอากาศฝ่ายคิสนึกขึ้นได้จึงรีบกระโจนขึ้นข้างบนแล้วใช้ดาบเสียบเพดานแล้วเกาะไว้ส่วนนายทหารก็ร่วงลงไปโดยไม่มีจุดหมาย
"เอาล่ะท่านผ่านแล้ว"
เสียงนายทหารดังขึ้นแล้วห้องทั้งหมดก็กลับเป็นเหมือนเดิม ในขณะที่ร่างของคิสก็แค่นั่งอยู่ที่เก้าอี้รวมถึงนายทหารด้วย
"ที่เราสู้กันเมื่อกี้เป็นเพียงการสู้ในจิตใจของท่านรับตราแห่งเวทย์มนต์ที่7นี้ไปเถอะ"
เมื่อสิ้นเสียงนายทหารก็หายไป แล้วคิสก็ตามหาตราแห่งเวทย์มนต์ต่อไปต่อ...


ตอนนี้ดูรวบๆแปลกๆเหอะๆพอลองมาอ่านเอง - -
ยังไงก็ช่วยกันลงชื่อว่าอ่านแล้วด้วยนะครับเพราะผมจะได้เอามาลงถูกกลัวจะอ่านไม่ทันงับงิงิ
บันทึกการเข้า


Little_Misaki@Hotmail.com คุยได้uะครัUไม่กัด♫
♫Pyroswordman story fic ผมเองคลิ้ก♫
○~{P}yro[D]uele{R}~○
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: มีนาคม 20, 2007, 07:02:26 PM »

แต่งได้ดีมั่กๆเลยคับ
แล้วเมื่อไหร่จาเอาตอน8มาลงอ่าคับ
อยากอ่านแล้วคับ
บันทึกการเข้า
SuperJong
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 316


พระเจ้าประทานพรมาให้แล้ว จะปล่อยให้หลุดไปได้ไง...


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: มีนาคม 22, 2007, 07:17:54 AM »

แต่งต่อเลยครับบ
บันทึกการเข้า



กำลังจะทำรูปการ์ดให้ดู  เมื่อผมได้การ์ดครบทุกใบอ่ะนะ - -"
★•+:♥:+ BiLLKuN,The LastwizarD+:♥:+•★
Master
Player
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2223


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: มีนาคม 22, 2007, 10:03:54 AM »

เอาเป็นกาตูนอำมตะ เรยฮะ แบบโดเรม่อน ไม่มีวันจบ^^
บันทึกการเข้า

◄~♫XerxeskunG♫~►
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79


little_misaki@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: มีนาคม 22, 2007, 10:55:31 PM »

ภาพไปดูที่นี่เรยจ้า http://www.summonertrinity.com/smf/index.php?topic=479.0 พอดีขี้เกียจตัดภาพมาแปะงิงิ
แล้วก็มีเหตุบังเอิญที่กระผมไม่คาดคิดว่ามันจะมีไอของแบบนี้ขึ้นมาจริงๆแต่งมั่วก็ดันออกมาจริงๆ
หนังสือธาตุไฟ"Magic Book of Flare"ที่ออกมาในซองนั่นเอง(ถึงเทคจะสนับสนุนเมจก็เถอะแต่ก็เพราะคิสเรียนท่องมนต์เพียงอย่างเดียวในตำรานี้เพราะในตำราไม่ได้สอนกระบวนท่าให้)
เอามาเป็นหนังสือของคิสคุงล่ะอันนี้ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเบื้องบนเขาตั้งใจยังไงก็ดีใจมากๆที่มันออกมาแล้วดันตรงกับเนื้อเรื่องที่มีหนังสือธาตุไฟพอดีถ้าเป็นสิ่งที่เบื้องบนมอบให้ก็ขอบคุณง้าบ
ส่วนจะให้ไม่มีวันจบแบบโดราเอม่อนนี้คงยากล่ะครับเพราะผมคิดตอนจบไว้เรียบร้อยแล้วไม่ยกเลิกด้วยอิอิแต่กว่าจะจบยังอีกนานครับ
Chapter8-หิมะละลาย
เวลาผ่านไป1ชั่วยามและแล้วคิสก็มาถึงห้องนั่งเล่น ภายในห้องนั่งเล่นมีปล่องไฟที่เพียงพอให้มองเห็นอยู่แต่แล้วเปลมไฟทั้งหมดกลับกลายเป็นคริสตัลหน้าต่างประตูค่อยๆกลายเป็นคริสตัลและในที่สุดทั้งห้องก็ปกคลุมไปด้วยคริสตัลทั้งหมดทั่วทั้งห้องมีไอน้ำกระจายไปทั่วพื้นกลายเป็นหิมะส่องแสงสีเงินไปทั่ว มีไอน้ำกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเข้าจนเป็นรูปร่าง ทันใดนั้นก็มีร่างพุ่งเข้ามาใช้ดาบคริสตัลจี้คอคิสจนโลหิตสีแดงไหลออกมาหยดลงไปยังหิมะ
"การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว"
เสียงนักรบที่พุ่งเข้ามาหากล่าวเสียงต่ำผละดาบออกแล้วกระโดดถอยออกมาในขณะที่เลือดของคิสที่หยดลงไปกลายเป็นคริสตัลไป เกาะสีน้ำเงินวาวสะท้อนกับคริสตัลไปทั่วจนดูแสบตา มือขวามีดาบคริสตัลและมือซ้ายมีโล่เหล็ก "Crystal Warrior"
คิสวิ่งไปอย่างมุ่งมันแล้วฟาดดาบลงไปแต่Crystal Warriorก็รับดาบด้วยโล่ทั้งหมด ฝ่ายCrystal Warriorจึงทำการรุกบ้างตวัดดาบเป็นท่วงถ้าปัดดาบของคิสออกแล้วเสียบดาบเข้าไปเต็มๆ แต่เอี้ยวคอหลบได้ในเสี้ยววินาทีนั้น Crystal Warriorทิ้งโล่และดาบพร้อมกางมือทั้งสองออกกวาดมือไปรอบตัวแล้วสะบัดข้อมือไปทางคิส ทันใดนั้นขาของคริสก็เริ่มปกคลุมไปด้วยคริสตัลจนในที่สุดทั้งตัวก็กลายเป็นคริสตัล
"ข้าจะให้โอกาศท่านแม้จะฆ่าท่านคิสในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากแต่จะนับเวลาถอยหลัง 1 2 ...."
ขณะที่Crystal Warriorยังพูดไม่จบ คริสตัลรอบตัวคิสก็ระเบิดออกมาอย่างแรง Crystal Warrior จึงโดนสะเก็ดคริสตัลไป ทั่วทั้งตัวของคิสชโลมไปด้วยโลหิตสีแดง หิมะบริเวณที่คิสยืนอยู่ก็ละลาย สายตาจ้องมาที่Crystal Warriorคริสตัลทั่วทั้งห้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ "$@#$#@$" คิสท่องมนต์พร้อมกระโดดพุ่งหาCrystal Warrior พร้อมฟาดแข้งเข้าไปเต็มๆ เกาะของCrystal Warriorแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"นี้มันอะไรกันทั่วทั้งห้องอยู่ในสภาพศูนย์องศาสัมบูรณ์*แล้วนี่"
คำพูดสุดท้ายที่Crystal Warriorพูดไว้แล้วทั้งร่างก็กลายเป็นเถ้าถ่าน กลุ่มไอน้ำก็ลอยขึ้นมาใหม่แล้วจับตัวเข้าเป็นร่างCrystal Warrior อีก
"เอาล่ะนี่คือตราแห่งเวทย์มนต์ที่8"
Crystal Warrior มอบตราแห่งเวทย์มนต์ให้คิส
"ท่านสามารถละลายคริสตัลทั้งห้องทั้งๆที่อยู่ในสภาพศูนย์องศาสัมบูรณ์ได้นั่นแสดงถึงท่านสามารถใช้พลังไฟได้มากหลายพันองศาแล้ว แต่จงระวังตัวไว้ต่อจากนี้จะอันตรายกว่าที่ท่านคิดไว้ข้าไปล่ะ"
Crystal Warrior เมื่อกล่าวจบร่างก็หายไปเป็นไอน้ำ คิสก็ไม่รอช้ารีบลงมาข้างล่างจนลงมาถึงห้องสุดท้ายหลังคฤหาสน์ในชั้น1 ทั่วทั้งห้องก็สว่างจ้า คิสซึ่งเผลออยู่โดนซุ่มโจมตีอย่างไม่หยุดจนในที่สุดคิสก็สามารถคว้าตัวการไว้ได้พร้อมใช้ดาบฟันเข้าไปเต็มๆแต่พลาดเป้าเพราะมองไม่เห็น ร่างที่หลุดไปได้จึงโจมตีต่อไม่ยั้งคิสจังใช้ดาบฟันไปรอบทิศจนทั่วทั้งห้องถล่มลง แต่ก็ยังโดนโจมตีต่อ ครั้งนี้คิสหลับตาพร้อมฟังเสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆแล้วใกล้เข้ามาในที่สุดคิสก็รับหอกของตัวการที่ซุ่มโจมตีได้พร้อมตวัดหอกของเจ้าตัวการออกแล้วใช้ดาบจี้คอตัวการ
"รู้ผลแล้วนะ"
คิสกล่าวยิ้มๆในขณะที่ดาบยังจี้คอและตนยังหลับตาอยู่ แต่แล้วดาบของคิสก็หล่นจากมือ ทั่วทั้งห้องก็เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ จึงทำให้มองเห็นร่างของหนุ่มน้อยสวมชุดเกราะสีเงินมีขนนกสีขาวประดับอยู่ที่หู สวมถึงมือสีเทา และถือหอกไว้ข้างตัว"Shining Knight"
"อื้มๆ รับตราสัญลักษณ์ที่9ไป พี่ยอดเยี่ยมจริงๆผมก็เป็นคนที่มาจากโลกขอติดตามพี่ไปด้วยแล้วกันนะแต่ตอนนี้ขอไปทำเรื่องลาออกก่อนแล้วเจอกันอิอิ ระวังด่านสุดท้ายให้ดีเพราะนั่นเป็นด่านที่อันตรายที่สุด"
เมื่อสิ้นเสียงนักรบน้อยแสงสว่างก็เจิดจ้าอีกครั้งแล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็หายไปเมื่อแสงจางลง คิสจึงมุ่งหน้ามาทางประตูอย่างเร็วที่สุดจนมาถึงประตูทางเข้าที่คิสเข้ามา

~จบจ้า~

ไอที่*ไว้ในเนื้อเรื่องก็คือสาระเล็กๆน้อยๆน้อ
ศูนย์องศาสัมบูรณ์นี่ไม่ได้หมายถึง 0 องศานะครับ แต่หมายถึง -273.15 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นความเย็นที่เย็นที่สุด(มากกว่านี้ไม่ได้น้อ ในขณะที่ส่วนของไฟในตรงนี้จะร้อนกี่ล้านองศาก็ได้ไม่มีขีดจำกัด) ศูนย์องศาสัมบูรณ์นี้จะสามารถแช่แข็งได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งถ้าจะละลายก็เพิ่มอุณภูมิเข้าไปแล้วยังต้องไปถึงจุดที่เป็นไฟขึ้นมาอีกนั่นคือ คิสใช้เวทย์ไฟได้แรงมากๆว่างั้น แล้วก็เหมียนเดิมรายงานตัวด้วยน้อเพื่อจะดูว่าอ่านกันแล้วจะได้ไม่เร็วเกินไปค้าบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 23, 2007, 07:27:36 AM โดย ♫◄♪!←!Xerxe$kunG!→!♪►♫ » บันทึกการเข้า


Little_Misaki@Hotmail.com คุยได้uะครัUไม่กัด♫
♫Pyroswordman story fic ผมเองคลิ้ก♫
>w< ♦ArMy KuNg♦ >w<
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 447


จงทำในสิ่งที่ท่านรัก...และจงรักในสิ่งที่ท่านทำ ^ ^


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: มีนาคม 23, 2007, 02:43:18 PM »

อวสานแล้วหรือ???
บันทึกการเข้า

http://armlovemilk.hi5.com <<< Hi5 ข้าพเจ้าเองคร้าบ!!!(เพื่อนตั้ง URL ให้ อย่าตกใจ!!!!)



คิระ~~!!
SuperJong
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 316


พระเจ้าประทานพรมาให้แล้ว จะปล่อยให้หลุดไปได้ไง...


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: มีนาคม 23, 2007, 03:28:09 PM »

อ้าว  จบแล้วเหรอ
บันทึกการเข้า



กำลังจะทำรูปการ์ดให้ดู  เมื่อผมได้การ์ดครบทุกใบอ่ะนะ - -"
◄~♫XerxeskunG♫~►
Player
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 79


little_misaki@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: มีนาคม 23, 2007, 03:35:49 PM »

จบตอนจ้า ต่อ
Chapter9 - ตราแห่งเวทย์มนต์ที่10
คิสฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงประตูทางเข้าของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ แล้วห้องทั้งห้องก็สว่างขึ้นและปรากฏร่างนักเวทย์น้อย Crescent Witch นั่นเอง
"ท่านได้ผ่านด่านทดสอบทั้ง9มาได้แล้วและนี้คือที่สุดท้ายที่ท่านจะต้องผ่านไปให้ได้ จงเอาชนะข้าให้ได้เป็นพอไม่เลือกวิธี"
นักเวทย์น้อยชี้แจงพร้อมลงมือก่อนทันทีโดยเขวี้ยงตราแห่งเวทย์มนต์ไปมา เสียงแหวกอากาศของตราแห่งเวทย์มนต์ดังสนั่นกระจกทั่วทั้งห้องแตกละเอียด คิสหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด Crescent Witchนั้นดีดนิ้วเพียงทีเดียวตราสัญลักษณ์ทั้งหมดที่คิสรวบรวมมาได้ก็อยู่ภาตใต้การควบคุมของเธอ ฝ่ายคิสจึงทำการตอบโต้ตวัดดาบฟันรัวไปทางCrescent Witch แต่แล้วตราแห่งเวทย์มนต์ทั้ง10ก็มาหมุนวนรอบCrescent Witchเป็นเกราะปกป้องร่างให้เธอ Crescent Witch ได้ขว้างตราแห่งเวทย์มนต์ที่10ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเข้ามาหาคิสอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้คิสได้เอาดาบรับไว้ เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั้งห้องดาบของคิสแหลกละเอียดพร้อมร่างของคิสก็กระเด็นไปด้วยเมื่อไม่อาจรับพลังอันมหาศาลของตราแห่งเวทย์มนต์ที่10ได้ แล้วตราแห่งเวทย์มนต์ที่10ก็กลับมาหมุนรอบตัวของCrescent Witchกับตราแห่งเวทย์มนต์ทั้ง9  Crescent Witch ไม่รอช้าโจมตีต่อโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นโดยครั้งนี้ได้ใช้ตราแห่งเวทย์มนต์ถึง10ตรา คิสที่ยังยกตัวไม่ขึ้นจึงโดนเข้าไปเต็มๆ และมีกลุ่มควันเต็มห้องไปหมด
"Reecho!!!"
เสียงของคิสดังขึ้นตราแห่งเวทย์มนต์พุ่งกลับไปยังCrescent Witch เป็นคลื่นสีเขียว เสียงดังของระเบิดรุนแรงมาก เมื่อควันจางลงร่างของCrescent Witchก็หายไป แล้วตราแห่งเวทย์มนต์ทั้ง10ก็ลอยท่ามกลางอากาศรวมตัวกันเป็นกุญแจและไขประตูได้สำเร็จ คิสที่อยากออกมานานจึงรีบวิ่งไป
"ช้าก่อนท่านคิส ท่านเอามนต์บทนี้มาจากไหน"
Crescent Witch กลับปรากฏตัวให้คิสเห็นอีกครั้งพร้อมถามด้วยความตกใจ
"ไม่รู้สิปากมันขยับไปเอง"
คิสตอบยิ้มๆแล้วรีบวิ่งออกไป
"ท่านชิน ชิน เห็นพลังของท่านคิสแล้วใช่ไม๊รุนแรงมากจริงๆReecho*คือมนต์ในตำนานที่หายสาบสูญไปกว่าร้อยปีแล้วแท้ๆแต่กลับปรากฏขึ้นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ เขาคือคนที่ถูกเลือกแล้วจริงๆ"
Crescent Witchพูดขึ้นหลังจากที่คิสวิ่งออกไปพ้นตาแล้ว ชิน ชิน ก็ปรากฏตัวขึ้น
"งิงิงิงิงิงิงิงิงิงิงิ<มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหากแต่เป็นลิขิต>"
ชินชินกล่าวจบจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย

------------------------------------------------------

คิสวิ่งออกมายังจุดนัดพบแล้วได้เจอกับฟีลลิ่งและชินชินที่ยืนคอยอยู่
"นี่ชินชินทีหลังถ้าจะให้ไปในที่โหดๆแบบนั้นบอกล่วงหน้าก่อนสิ"
คิสหอบเสียงแห้งอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วก็สลบไป . . .

-------------------------------------------------------
ประวัติศาสตร์ทรินิตี้(มิใช่เรื่องจริงๆน้อ) ว่าด้วยเรื่องของมนต์จากในเรื่อง"Reecho"ซึ่งคิสท่องออกมาโดยบังเอิญแล้วดันมีพลังออกมาจริงๆ ภาพเหตุการครั้งนั้นได้ถูกจารึกไว้ในชีวประวัติของเขาในโลกทรินิตี้ โดยภาพคนได้เพี้ยนไป แต่ในภาพยังคงมีตราแห่งเวทย์มนต์ทั้ง10(อ่ะจริงๆนะลองดูในการ์ดสิอิอิโดยตราแห่งเวทย์มนต์ที่10จะใหญ่กว่าปกติอย่างที่บอกไว้บางคนอาจจะนับได้แค่9แต่ลองดูตรงมุมบนซ้ายสิจะมีอีกที่ที่แอบๆอยู่)ซึ่งกลายเป็นสีฟ้าเพราะสีเหลืองที่จะใช้ผสมกับสีเขียวนั้นได้หกลงบนภาพซะก่อน(ดูตรงที่เป็นสีเหลืองๆนั่นล่ะ) มนต์นี้เป็นมนต์ที่เผ่าๆหนึ่งคิดขึ้นโดยต้องทำยันต์ขึ้นมาเพื่อใช้ในแต่ล่ะที (แต่คิสไม่ต้องใช้ร่ายสดๆได้เลย) มันก็มีแค่นี้ล่ะครับ - - รายงานตัวด้วยน้าตามพิธีจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 23, 2007, 05:20:19 PM โดย ♫◄♪!←!Xerxe$kunG!→!♪►♫ » บันทึกการเข้า


Little_Misaki@Hotmail.com คุยได้uะครัUไม่กัด♫
♫Pyroswordman story fic ผมเองคลิ้ก♫
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!